ในด้านขวามือของภาพ บุคคลหรือคนซึ่งเกี่ยวข้องและอยู่นอกองค์กรเรา คือ ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ให้เขามีความรู้ความเข้าใจว่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นหรือของชาติมีอะไรบ้าง ทำให้ประชาชนเห็นคุณค่า และช่วยเราอนุรักษ์ รักษา เพราะฉะนั้น พวกเราคงต้องช่วยกันชี้แจงและให้ความรู้ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องทำอยู่ ๓ ส่วน ความจริงก็เป็นส่วนที่ท่านทำกันอยู่แล้ว แต่อยากจะให้มองภาพได้ชัดขึ้น
๑. รณรงค์สร้างค่านิยม
ส่วนที่หนึ่ง คือ “การรณรงค์สร้างค่านิยม” เมื่อสักครู่เราสร้างค่านิยมวัฒนธรรมในองค์กร ตอนนี้เราอยากสร้างค่านิยมระดับชาติในส่วนที่เกี่ยวกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ประชาชนควรมีค่านิยมอย่างไร เราจะช่วยกันหาและรณรงค์ให้เกิดขึ้น ส่วนที่สอง คือ “กิจกรรมของการถ่ายทอดความรู้” ซึ่งจะทำให้ประชาชนดำเนินงานด้านมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับเราได้ดี ยกตัวอย่างที่ทำอยู่แล้ว เช่น อส.มศ. หรือ ถวายความรู้พระสังฆาธิการ ถ้าท่านเห็นว่ายังมีความเหมาะสมอยู่ก็น่าจะดำเนินการต่อไป
๒. กิจกรรมถ่ายทอด
ยังมีกลุ่มเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากพระสงฆ์และประชาชนที่เป็นเครือข่ายด้านนี้ ควรจะมีกลุ่มอื่นที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะไปถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ เป็นส่วนที่เรียกว่า เครือข่ายบุคลากรที่ทำงานด้านมรดกร่วมกัน ปีนี้ผมเห็นโครงการของท่านก็มีเรื่องเครือข่ายอยู่ด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนทุกคน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเครือข่ายทำงานร่วมกับเรา รู้บทบาทของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของประชาชนทั่วไป ของวัด ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค หรือหน่วยราชการอื่น NGOs ทุกคนน่าจะมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำอย่างไรที่เราจะทำให้ทุกคนเป็นเครือข่ายของเราและรู้บทบาทว่าส่วนไหน หน่วยงานไหนควรจะมีบทบาทอย่างไร ส่วนไหน หน่วยงานไหน ควรจะสนับสนุนงบประมาณเท่าไร ถ้าทำอย่างนั้นได้ ผมคิดว่า ประชาชนทุกคน ก็มีบทบาทเข้ามาร่วมกัน
๓. เครือข่ายบุคลากร
ขณะนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดทำ ธรรมนูญร่วมกัน หรือ ข้อตกลงร่วมกัน ข้อตกลงที่เห็นชอบเห็นพ้องร่วมกันว่าใครควรจะมีบทบาทอย่างไร ทางไหน ในเรื่องของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม หรือเราจะพยายามผลักดันให้ “เครือข่ายด้านบุคลากร” มีความชัดเจนขึ้น เป้าหมายสุดท้ายคือ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม การไปถึงคุณค่า วิธีดำเนินการก็จะมี ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือ การอนุรักษ์ให้คงอยู่ ปกป้องคุ้มครอง เห็นภาพทางกายภาพว่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมคงอยู่แล้ว ส่วนที่สอง คือ ขยายความว่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมมีความรู้อะไรบ้าง แต่ส่วนที่สามที่จำเป็นจริงๆ คือ คุณค่าของมรดก สมัยก่อนเวลาเขาจะสร้างอะไร สิ่งนั้นต้องมีคุณค่าต่อประชาชนทางจิตใจทุกเรื่อง จะเห็นว่ามีระบบสัญลักษณ์ปรากฏอยู่ในโบราณสถาน หรืออาคารสถาปัตยกรรมของเราหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ต่างๆ ทุกส่วนมันมีคุณค่าอยู่ ถ้าประชาชนมองเห็นคุณค่าก็จะธำรงรักษาไว้
ศูนย์พัฒนาบุคลากร
บริเวณจุดกลางในเรื่องของคน สุดท้ายนอกจากคนของเราจะเป็นเลิศแล้ว ประชาชนเข้าใจในคุณค่าแล้ว ถ้าเราจะพัฒนากรมศิลปากรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมได้ สุดท้ายกรมศิลปากรน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการพัฒนา สมัยท่านนิคมฯอดีตอธิบดี เคยตั้งเป้าว่า กรุงเทพฯ ประเทศไทย หรือกรมศิลปากร ควรจะเป็นศูนย์ในการอบรมคนในเรื่องของการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน และควรจะเป็นศูนย์ในการพัฒนาบุคลากรเพื่อพัฒนาบุคลากรซึ่งเกี่ยวข้องกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมด้วย
มรดกศิลปวัฒนธรรม
ส่วนที่สอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่อดีตทิ้งไว้ให้เรา เราเกี่ยวข้องกับมรดกตรงที่เราจะต้องอนุรักษ์ สืบทอดมรดก ผมก็ขออนุญาตขยายเป้าหมายเพิ่มเติม โดยรวมเอายุทธศาสตร์ของกระทรวงและกรมเข้าด้วยกัน คือ มรดกทางศิลปวัฒนธรรมได้รับการอนุรักษ์ สืบทอด พัฒนา สร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าและมูลค่าให้เกิดประโยชน์ สรุป คือ อนุรักษ์ของที่เป็นมรดกในอดีตไว้ให้คงอยู่ พัฒนาสร้างสรรค์หรือสืบทอดให้คนในปัจจุบันและสามารถต่อยอดไปถึงอนาคตได้ คือ เพื่อให้ประชาชนเห็นประโยชน์และต่อยอด ซึ่งก็เป็นเป้าหมายในเรื่องของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม
๑. พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน
ถ้าท่านจะทำงานอนุรักษ์สืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ผมคิดว่าต้องพัฒนาเรื่องของ “คุณภาพมาตรฐาน” ซึ่งท่านอาจทำอยู่แล้ว แต่ว่าควรทำให้มีความชัดเจนขึ้น เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่อง คน ทุกคนรู้เกณฑ์ รู้มาตรฐานเดียวกันกับกรมศิลปากร เกณฑ์คุณภาพมาตรฐานในการอนุรักษ์เป็นอย่างไร สิ่งไหนควรอนุรักษ์ สิ่งไหนสืบทอดได้ สิ่งไหนควรจะรื้อถอน หรือควรนำเอางานมรดกของเรามาสร้างสรรค์อย่างไร ให้คนได้ใช้ประโยชน์ ให้เกิดประโยชน์ในสังคมปัจจุบัน
๒. การสร้างคุณค่าและมูลค่าแก่สังคม
ในเรื่องของ “การพัฒนาแหล่งเรียนรู้” ที่กรมศิลปากรทำอยู่ แหล่งเรียนรู้นั้นเป็นเป้าหมายที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเองหรือทางรัฐบาลเองก็มองว่าการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากรที่ผ่านมายังไม่สามารถแสดงผลสัมฤทธิ์ได้เต็มที่ เคยเห็นหนังสือเวียนของทางคณะรัฐมนตรีเวียนออกมาว่า หอสมุดแห่งชาติน่าจะต้องพัฒนาให้สามารถบริการผ่านระบบ IT ได้ รวมทั้งระบบโครงสร้างของสำนักงาน ก.พ.ร. เอง เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เต็มที่ ควรจะออกไปเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ(SDU)หรือองค์การมหาชน(PO) ทั้งหมดนี้ เป็นภาพที่คนภายนอกมองว่าเรายังไม่สามารถตอบสนองงานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมให้คนในปัจจุบันเกิดความพึงพอใจได้ ปัจจุบันความพึงพอใจของประชาชน มีอยู่ ๓ เรื่อง ๑.คุณภาพมาตรฐาน ๒.ความคุ้มค่าของเงินงบประมาณที่ใช้ ๓.ตอบสนองตรงตามระยะเวลาและความต้องการหรือไม่ ถ้าท่านตอบ ๓ เรื่องนี้ได้ ประชาชนก็จะพึงพอใจ ในปี ๕๑ คงจะเป็นปีที่เราจะต้องพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมหลายๆแขนงให้เกิดคุณประโยชน์กับสังคมในปัจจุบัน
๓. การกระจายและถ่ายโอนภารกิจ
ส่วนที่สาม ที่เราทำอยู่แล้ว คือ “การกระจายและถ่ายโอนภารกิจ” ออกไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ เมื่อตอนที่ผมพูดเรื่องคน ผมพยายามที่จะตั้งแนวคิดว่า มรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็นของชาติ เป็นของทุกคน กรมศิลปากรเป็นผู้เข้าไปดูแลตามอำนาจหน้าที่หรือตามกฎหมาย ประชาชนเป็นเจ้าของและมีสิทธิ สามารถที่จะเข้าไปอนุรักษ์และสืบทอดมรดกด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น การกระจายถ่ายโอนภารกิจก็เป็นความจำเป็น หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นการสร้างความเข้าใจว่าภารกิจนี้ใครจะเป็นคนทำ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้มีความชัดเจนในการกระจายและถ่ายโอนภารกิจ ถ้าปี ๕๑ ยังไม่สามารถทำได้ อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะมีแผนที่จะทำให้เกิดขึ้น
ระบบงาน
ในส่วนของภายในองค์กรที่เกี่ยวกับ “งาน” ผมคิดว่าน่าจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราจะพัฒนาระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพมาตรฐาน ควบคู่กันไปกับการส่งผลไปภายนอกได้ ถ้าเราจะทำงานนี้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ก็ควรทำ ๓ ส่วนเหมือนกัน
๑. เป้าหมาย/แผน/โครงสร้าง
ส่วนที่หนึ่ง การกำหนด ”เป้าหมาย” ที่ชัดเจน โดยงานที่เราจำเป็นต้องทำเรื่องแรกคือ “แผนแม่บท”ของกรมศิลปากรฉบับใหม่ เดิมเราจะมีแผนแม่บท ๕ ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะนี้แผนฯดังกล่าวมาถึงฉบับที่ ๑๐ แล้ว ทุกกระทรวงกำลังทำแผนแม่บทฉบับใหม่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT)ก็กำลังทำเหมือนกัน ผมคิดว่ากรมศิลปากรก็ต้องทำเช่นเดียวกัน และทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย เพราะอาจมีบางเรื่องในรัฐธรรมนูญที่เราจะต้องทำหรือเป็นบทบาทของเรา เช่น มีการกำหนดว่า ต่อไปนี้สามารถเวนคืนที่ดินเพื่อการขึ้นทะเบียนหรืออนุรักษ์ด้วย เวนคืนอย่างไร และจะทำอย่างไร อาจจะมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับเราอยู่หรือไม่
นอกจากแผนแม่บทแล้ว ขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้ง เราอาจจะต้องเตรียมความพร้อมใน “แผนปฏิบัติราชการ ๔ ปี” ซึ่งรัฐบาลใหม่จะต้องเสนอเพื่อการบริหารราชการต่อสภา ซึ่งเป็นส่วนที่สองที่เราจะต้องทำนอกเหนือจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีที่เรามีอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ทราบจากหนังสือเวียน โดยคณะรัฐมนตรีบอกว่าจะมีการเร่งรัดเพื่อให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีให้เสร็จ โดยเฉพาะหมวดค่าที่ดินสิ่งก่อสร้าง ซึ่งกรมศิลปากรมีเงินค้างประมาณ ๗-๘ ร้อยล้านที่ยังจ่ายไม่หมด ทำให้รู้สึกว่า กรมศิลปากรขอเงินไปแต่ไปกันเงินไว้ ทำให้เงินส่วนนี้แทนที่จะให้คนอื่นไปใช้ก็ใช้ไม่ได้ กรมศิลปากรเอามาก็ใช้ไม่ทัน เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เราจะต้องหาทางโดยเฉพาะงานด้านโบราณสถาน ซึ่ง ๒ ปีที่ผ่านมา เราได้รับงบประมาณค่อนข้างมาก ควรจะมีการคุยกันในกลุ่มของสำนักศิลปากรต่างๆว่าแนวทางจะทำงานด้านนี้ต่อไปควรเป็นอย่างไร คุยร่วมกับสำนักงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตามงบประมาณปี ๕๑ ออกมาแล้ว หวังว่าทุกท่านคงจะช่วยกันทำให้ดีขึ้น ทุกครั้งที่รายงานผลเรื่องนี้ไปเราจะอยู่อันดับท้ายๆของกระทรวงทุกครั้ง ผมอยู่ที่กระทรวงจำได้ว่าเมื่อกรมศิลปากรรายงานก็จะติดหมวดงบลงทุนทุกครั้ง เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น
ส่วนที่สองในเรื่องของเป้าหมาย เราจะต้องปรับปรุง”โครงสร้าง”การบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น ผมไปเยี่ยม ๗ สำนักแล้ว(เว้นต่างจังหวัด) พบว่าไม่มีส่วนไหนเลยที่บอกว่ากำลังคนเพียงพอแล้ว เราต้องคิดว่าโครงสร้างการบริหารงานของเราควรจะปรับปรุงไปในรูปแบบไหน โดยเบื้องต้น บทบาทภารกิจซึ่งไม่ใช่หน้าที่เรา ก็ไม่สมควรทำมากนัก เพราะคนไม่พอ จะไปทำงานที่ไม่ใช่ของเราอีกมันก็ยิ่งไม่พอเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้น ท่านควรไปดูว่า ตามกฎกระทรวงฯที่บอกบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานท่าน ท่านทำครบไหม และทำตามหน้าที่ที่ปรากฏในกฎกระทรวงหรือเปล่า สิ่งไหนซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของท่านก็ควรจะตัดทิ้ง เรายังไม่มีการกำหนดมาตรฐานว่าควรมีอัตรากำลังเท่าไร แม้ทุกคนจะบ่นว่าขาดแคลน แต่เข้าใจว่าในส่วนที่ขาด จะมีส่วนที่ไม่สมดุลอยู่ เราจะพยายามปรับเปลี่ยนส่วนที่สมดุล ไม่ทราบว่าจะเลยไปถึงการเกลี่ย การควบรวม หรือการลดโครงสร้าง/หน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้สามารถทำงานหลักที่เรายังไม่สามารถทำอยู่ได้
เป้าหมายส่วนที่สาม ผมคิดว่าน่าจะเริ่มทำลงไปถึงได้ คือ การถ่ายโอนภารกิจหรือ “ตัวชี้วัด”จากระดับองค์กรสู่ระดับบุคคล เรื่องนี้เป็นแผนที่ทาง ก.พ.ร. เตรียมไว้ เป็นสิ่งที่ท่านทำอยู่แล้วแต่เราจะคอยสร้างความชัดเจนว่างานที่หน่วยงานทำมีอะไรบ้าง แล้วงานนั้นใครเป็นคนทำ ผู้รับผิดชอบคือใคร หมายถึง ถ่ายโอนงานลงมาให้ชัดเจน
๒. การจัดสรรทรัพยากร ควบคุมภายใน / ความเสี่ยง
ส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่อง “งาน” เพื่อให้งานทำเป็นระบบขึ้น คิดว่าต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงาน กระบวนการทำงานน่าจะดูว่ากระบวนการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นไปถึงจบของการทำงานจะทำยังไง ผมคิดว่าถ้าเรามี Work Flow ที่ทำให้เห็นกระบวนการทำงานในแต่ละขั้นตอน แล้วบุคลากรของเราอยู่ตรงไหนในกระบวนงานนั้น และบทบาทของบุคลากรตรงนั้นทำหน้าที่อะไร ผมได้เคยคุยกับท่านว่าอยากจะเห็นกระบวนการทำงานในแต่ละเรื่องและบุคลากรที่เกี่ยวข้องแผ่นหนึ่ง อีกแผ่นหนึ่งคือกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรคืออะไรในกระบวนการนี้ ก็อยากจะเห็นความชัดเจนในกระบวนการทำงานว่าทุกคนเกี่ยวข้องอย่างไร ตัวอย่างง่ายๆ คือ มีเรื่องเข้ามาที่กรมศิลปากร เรื่องก็จะผ่านไปเรื่อยๆจนถึงคนสุดท้าย แล้วคนสุดท้ายก็ส่งกลับมา ถามว่าเส้นทางที่วิ่งไปแล้ววิ่งกลับมา ทุกคนทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเส้นทางนี้ ถ้าท่านไม่ได้ทำอะไร เราอาจจะตัดเส้นทางนั้นให้สั้นลง มีกระบวนการที่กระชับขึ้น ตรงตามบทบาทหน้าที่
ในส่วนของการปฏิบัติงาน เรามีเรื่อง ควบคุมภายในเกิดขึ้นมา และรายงานกันไปหลายรอบ ในระบบควบคุมภายในหรือในตัวชี้วัด มีส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญ คือ ความเสี่ยงในการทำงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ผอ.สำนักศิลปากรก็มีความเสี่ยง คือ การไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หรืออำนาจที่ให้ไป ยกตัวอย่างเช่น มีระเบียบให้ท่านเข้าไปตรวจค้นหรือตรวจพื้นที่โบราณสถานและจำเป็นต้องแจ้งผู้ครอบครองก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือผมพบความเสี่ยงว่ามีงานบางงานที่ส่งออกไปแล้ว ผมจะตรวจสอบได้อย่างไรว่างานนี้ได้ทำเสร็จเมื่อใด ตอนไหน งานทั่วไปคงไม่เป็นไร แต่งานที่ฟ้องร้องกันในศาล จะมีเรื่องเวลากำหนดอยู่ การตรวจสอบต่างๆจะมีระยะเวลาที่ชัดเจนว่าคือกี่วัน แต่ถ้าเกินเวลาไปแสดงว่าไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบราชการ ก็เป็นความเสี่ยง เมื่อผมต้องให้สัมภาษณ์ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานของกรมศิลปากร ความถูกต้องอยู่ตรงไหนในข้อมูลที่ให้มา ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องก็ย่อมจะมีความเสี่ยงได้ ท่านลองหาดูว่าท่านมีความเสี่ยงอย่างไร
๓. การรายงานประเมินผล
ส่วนสุดท้ายในการพัฒนาระบบงาน คือ “การรายงานประเมินผล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า กระทรวงวัฒนธรรมไม่ว่าหน่วยงานไหนยังไม่มีการประเมินผลอย่างจริงจัง มองไม่เห็นภาพว่าสิ่งที่ทำมาแล้วมันได้ผลหรือไม่ โครงการไหนที่เริ่มแล้วได้ทำต่อไปทุกๆปีก็ดูเหมือนจะได้ผลถึงทำต่อ แต่ถ้าถามรายละเอียดอาจพบว่าไม่ได้ผลจริง แต่หน่วยงานก็ยังทำต่อไปเพราะไม่มีการประเมินผลที่ชัดเจนว่ามันได้ผลจริงหรือไม่ ผมอยากหาทางประเมินผลที่ชัดเจน กลุ่มแผนฯจัดประชุมไปวันก่อนเรื่องการประเมินผล แต่ผมก็ยังไม่ทราบว่าผลเป็นอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือการ”รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี” ที่เราต้องทำตามรูปแบบของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เสนอคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบ เราจะต้องทำรายงานประจำปีเป็นหนังสือ ไม่ใช่แบบที่กรมศิลปากรจัดทำอยู่ในแต่ละปี แต่เป็นการรายงานเชิงวิชาการ ผมคิดว่าในเมื่อต้องรายงานอะไรก็ตาม การรายงานของท่านน่าจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับการทำรายงานประจำปี สุดท้ายเราต้องการพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐาน อีกส่วนหนึ่งที่ควรให้เห็นเด่นชัดคือ เกณฑ์ไหนซึ่งเราเรียกว่ามีคุณภาพมาตรฐาน งานที่ท่านทำปัจจุบันนี้ถือว่ามีคุณภาพมาตรฐานแล้วใช่หรือไม่ ใครเป็นคนกำหนด แล้วมาตรฐานของเราเทียบกับหน่วยงานอื่นมันต่ำหรือสูงกว่าของเขา เส้นกำหนดมาตรฐานอยู่ตรงไหน เทียบกับมาตรฐานสากล หรือ พ.ร.ฎ. ระเบียบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เรามีคุณภาพมาตรฐานตรงไหน จำได้ว่าเมื่อสมัยอดีตอธิบดีท่านนิคมฯ หรือ ท่านอาวุธฯ เราเคยมีการทำคุณภาพมาตรฐานทุกสำนักออกมาเป็นเล่ม เราอาจจะนำกลับมาทบทวนให้เหลือง่ายๆ ๑ แผ่น จริงๆแล้วแต่ละคนต้องทำคุณภาพมาตรฐานว่าอะไรคือคุณภาพมาตรฐานและแค่ไหนถึงเรียกว่าคุณภาพมาตรฐาน ก่อนที่เราจะไปดูว่าคนอื่นมีคุณภาพมาตรฐานอย่างไร เราต้องมีคุณภาพมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับตนเองก่อนด้วย
สถาบันรับรองมาตรฐาน
ผมตั้งเป้าไว้ว่าในเรื่องของงาน กรมศิลปากรน่าจะเป็นหน่วยงานที่สามารถรับรองคุณภาพมาตรฐานหรือตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมได้ด้วย เช่น การแสดงดนตรีที่ไปเล่นต่างประเทศมีคุณภาพเหมาะสมหรือไม่ กรมศิลปากรควรจะเป็นผู้รับรอง ตรวจสอบ หรือบอกได้ว่าดนตรีที่ไปเล่นระดับชาตินั้นควรจะมีความสามารถระดับไหน นักดนตรีคนไหนควรจะมีมาตรฐานอย่างไร เป็นต้น สุดท้ายก็จะตั้งเป้าว่า กรมศิลปากรน่าจะเป็น”สถาบันรับรองคุณภาพมาตรฐาน”ได้
ข้อมูลองค์ความรู้(การพัฒนาองค์กร)
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึง ตอนต้นที่บอกท่านว่าทุนอีกทุนหนึ่งของกรมศิลปากร คือ “ข้อมูลองค์ความรู้” ที่มีอยู่ในกรมมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นในตัวท่านเอง เป็นเอกสาร หรือรูปแบบอื่นๆ เพราะฉะนั้น เราจะตั้งเป้าหมายว่าข้อมูลองค์ความรู้เหล่านี้ควรได้รับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย ถ้าจัดเก็บเฉยๆ ก็เหมือนกับมีห้องสมุดใหญ่โตห้องหนึ่ง เราควรจะต้องเลือกว่าจะจัดเก็บอะไรก่อนหลัง เพราะถ้าเก็บไปเรื่อย ก็เหมือนกับสร้างห้องสมุดหรือระบบ IT ขึ้นมาแต่ไม่มีประโยชน์ มันน่าจะจัดเก็บส่วนที่จะใช้ประโยชน์ก่อน ส่วนที่ยังไม่มีประโยชน์ก็ค่อยๆจัดเก็บไป ทีนี้ในการที่จะทำข้อมูลองค์ความรู้ในเรื่องการจัดเก็บ มีอยู่ ๓ ส่วน คือ
๑. การบริหาร (DOC)
ส่วนที่หนึ่ง เพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการภายในองค์กรเอง เป็นข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมๆ ตัวเลขใหญ่ๆ เช่น โบราณสถานปัจจุบันนี้มีอยู่เท่าไร ได้รับการขึ้นทะเบียนไปเท่าไร ทำไมมีโบราณสถานที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน สาเหตุจากอะไร ข้อมูลที่เป็นข้อมูลดิบ ที่ฝรั่งเรียกว่า DATA ข้อมูลที่บอกว่าโบราณสถานมีอยู่ ๗,๐๐๐ แห่ง ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ๒,๐๐๐ แห่ง เราต้องทำข้อมูลดิบเหล่านี้ให้เป็น Information โดยผ่านการวิเคราะห์ว่าอีก ๕,๐๐๐ แห่ง ไม่ได้ขึ้นเพราะอะไร และมีแผนจะขึ้นทะเบียนหรือไม่
ส่วนที่สอง เป็นข้อมูลที่ท่านจะได้รับจากผู้บริหารของท่าน คือ ข้อมูล”การปฏิบัติงาน”ว่าแผนงานของท่านก้าวหน้าไปถึงไหน โดยวิธีใด ข้อมูลเพื่อการบริหารที่ผมได้พูดจะใช้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ที่ไหน ได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ สมัยรัฐบาลที่แล้ว ที่พยายามพัฒนาระบบ PMOC MOC DOCโดยมีแนวคิดว่าจะรวมข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่นายกฯ แต่โดยข้อเท็จจริงไม่มีทางที่ข้อมูลจะรวมศูนย์ได้ ณ ที่เดียว มันยากและมากเกินไป เพราะฉะนั้นในหลักการข้อมูลใครเป็นเจ้าของก็เก็บ และก็จะเก็บเฉพาะข้อมูลหลักๆของท่าน และคงต้องมาหาว่าแต่ละสำนักจะเก็บข้อมูลอะไร
๒. ข้อมูลเพื่อการปฏิบัติงาน
ข้อมูลเพื่อการทำงานของเรา มีอยู่สองสามเรื่องที่คิดว่าน่าจะทำหรือทำอยู่แล้ว คือ “งานวิจัย” คงจะมีทำอยู่แล้ว แต่เราคงต้องมาประเมินว่าสิ่งที่เราวิจัยไปเกิดประโยชน์หรือมีเป้าหมายที่ตรงกันไหม หรือเราจะวิจัยในเรื่องอะไรดี ควรจะมีสัดส่วนของข้อมูลการวิจัยเพื่อเอามาบริหารงานไหม หรือจะวิจัยเฉพาะองค์ความรู้ในแต่ละสาขาซึ่งท่านก็ทำอยู่แล้วและอาจออกมาในรูปแบบของ “คู่มือการปฏิบัติงาน” ซึ่งแต่ละสำนักมีใช้อยู่ แต่ว่าเคยส่งคู่มือนี้ผ่านไปที่กระทรวง รัฐมนตรีบอกว่ามากเกินไป ทำอย่างไรที่จะแปลงให้คู่มือนี้ใช้ง่ายขึ้น นักวิชาการอาจจะมีคู่มือแบบย่อหรือสรุปก็ได้ ส่วนหนึ่งที่จะมีการต้องทำทราบมาจากกลุ่มพัฒนาระบบ ก็คือ เรื่องของการทำ “KM” หรือการบริหารจัดการองค์ความรู้ จริงๆการทำ KM คือ ต้องการเอาปัญหาของการปฏิบัติงานเป็นตัวตั้ง แต่เอาความรู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมาจัดทำเป็นองค์ความรู้ เช่น กรมสรรพากรหรือกรมสรรพามิตร มีการทำเรื่องระบบการส่งสินค้าออก แต่มีปัญหาค่อนข้างยุ่งยากเนื่องจากสินค้าที่ส่งออกมีหลากชนิด เช่น เสื้อผ้าอาจจะมีคำแปลแต่ละภาษาอยู่หลายร้อยชื่อ ถ้าจะส่งจะต้องแปล เกิดเป็นความยุ่งยาก เขาจึงพัฒนาเรียกเป็นรหัสว่า A101 ทุกประเทศก็จะรู้ว่ารหัสนี้คือเสื้อผ้า ผมคิดว่าหลักๆอยากให้มี KM เพื่อช่วยในการปฏิบัติงานของพวกเรา เช่น สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ต้องตรวจโบราณวัตถุเป็นประจำ ถามว่าทำอย่างไรถึงจะตรวจได้ถูกต้องรวดเร็ว เป็นต้น
๓. การบริการ
ส่วนสุดท้าย คือ ข้อมูลเพื่อ”การบริการ” เตรียมไว้สำหรับการนำความรู้สู่ประชาชน ตอนนี้กรมศิลปากรมีการพิมพ์หนังสือมากมาย สมัยคุณหญิงทิพาวดีฯ เคยให้ทุกหน่วยงานนำข้อมูลไปชี้แจงว่ามีการจัดพิมพ์หนังสือกี่รายการ กรมศิลปากรรายงานว่ามีเป็นพันเรื่อง/รายการ ถึงเวลาที่เราจะต้องมี”บรรณานุกรม”ที่มีรายชื่อหนังสือทั้งหมด ถ้าจะดีมีสรุปสาระสังเขปสั้นๆก็ดี และรายการไหนเป็นที่ต้องการมากและจัดพิมพ์เพิ่มไหม อีกส่วนหนึ่ง คือ “คู่มือแนวทาง”สำหรับประชาชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแตกต่างจากของหน่วยงาน ควรเป็นรูปแบบไหน เป็นส่วนที่ต้องเตรียมสำหรับการบริการ ข้อมูลองค์ความรู้อะไรที่จะต้องนำเสนอให้ประชาชนรับทราบ
ข้อมูลองค์ความรู้ (สังคมและประชาชน)
๑. การเผยแพร่ความรู้
ในส่วนของข้อมูลองค์ความรู้ที่จะไปอยู่กับประชาชน เป้าหที่เราวิจัยไปเกิดประโยชน์หรือมีเป้าหมมายคือ ข้อมูลองค์ความรู้ได้รับการเผยแพร่สู่ประชาชนอย่างถูกต้อง ตรงเวลาที่เหมาะสม บางครั้งส่งข้อมูลไปแล้วไม่ถูก ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเราเป็นองค์กรที่คนอื่นเคารพศรัทธา หากว่าข้อมูลของกรมศิลปากรเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป ประชาชนก็จะนำไปใช้ด้วย ข้อมูลที่เขาไม่ต้องการหรือส่งให้ไม่ตรงเวลาแต่เราส่งออกไปก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน จึงควรทำอยู่สามเรื่อง คือ ระบบ”การเผยแพร่ข้อมูล”องค์ความรู้ เราต้องมาคิดว่าเราอยากจะให้อะไรประชาชนบ้าง คิดให้ครอบคลุมว่าประชาชนควรจะมี KM เรื่องอะไร และควรจะส่งผ่านไปในรูปแบบไหน
๒. เครือข่ายองค์ความรู้
ส่วนที่สอง คือ “เครือข่ายองค์ความรู้” (Knowledge Network) อันนี้ก็มาจากการทำระบบ KM ถ้าทำ KM เฉพาะภายในองค์กรก็จะมีแต่คนในเท่านั้นที่รู้ การทำ KM จะมีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) คือ คนที่มีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกันมาคุยกันเจอกันก็จะได้องค์ความรู้เพิ่ม แต่เครือข่ายที่ผมพูดถึง เป็นการต่อยอดจากชุมชนนักปฏิบัติออกไปอีกขั้นหนึ่ง ขยายความคือว่า ท่าน Prof. Nanoka จากประเทศญี่ปุ่น ได้นำเสนอว่า เครือข่ายองค์ความรู้น่าจะเกิดขึ้น และมองว่าการใช้ความรู้ใดความรู้หนึ่งทำงาน ไม่สามารถทำงานชิ้นหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม จำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้จากสถาปนิกส่วนหนึ่ง วิศวกรส่วนหนึ่ง ช่างเขียนแบบส่วนหนึ่ง ช่างสำรวจส่วนหนึ่ง แต่หลายคนรวมกันถึงจะสามารถมีองค์ความรู้รวมออกมาเป็นองค์ความรู้เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานได้ ถ้าอย่างนั้น KM ตรงนี้ต้องประกอบด้วยคน ๔-๕ คน มารวมกันถึงจะทำงานออกมาร่วมกันได้ ขณะนี้เดียวกัน วิศวกรที่ทำงานออกมาชิ้นหนึ่งก็อาจจะเป็นเครือข่ายความรู้ในกลุ่มถัดไปได้ ถ้ามีการก่อสร้างสะพาน หรืองานวิศวกรรมเขื่อน ก็อาจจะมีวิศวกรชลประทาน วิศวกรโครงสร้าง ช่างสำรวจ รวมกันก็เป็นกลุ่ม KM อีกกลุ่มหนึ่ง ในแนวความคิดนี้จะเห็นว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซึ่งเป็นองค์ความรู้จริงๆ ถ้าเราเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้าไว้ด้วยกัน เราสามารถจัดทำได้ครบถ้วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของเรา เวลาเราต้องการองค์ความรู้เรื่องใด เราก็จะส่งผ่านจากบุคคลเข้าไปในเครือข่าย เช่น ท่านมหาตมะคานธี สามารถส่งผ่านคล้ายการแชร์ลูกโซ่ ไปหาใครก็ไม่รู้ในอินเดีย แต่สุดท้ายคนหนึ่งล้านคนสามารถทราบข้อมูลของท่านได้ด้วยเครือข่ายองค์ความรู้
๓. ระบบการประชาสัมพันธ์
ส่วนสุดท้าย คือ ข้อมูลเพื่อ”การประชาสัมพันธ์” การออกสื่อ เราน่าจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลขององค์กรของเรา งานของเรา ส่วนต่างๆของเราให้เป็นระบบขึ้น เป็นฝ่ายให้ข้อมูลบ้าง ทั้งหมดจะเป็นส่วนของข้อมูลองค์ความรู้
แผนแม่บท IT
ตรงกลางที่ท่านเห็น จำเป็นต้องมีระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย อาจต้องมี”แผนแม่บท IT” ฉบับใหม่คู่กัน ผมไปประชุมกับอนุกรรมาธิการในการทำแผนแม่บทฉบับใหม่ ในหลักการต้องการเน้น ๒ เรื่อง คือ การนำระบบ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของส่วนภายในองค์กร อีกส่วนคือ นำระบบ IT เพื่อจะพัฒนาระบบการบริการสู่สาธารณะชน เป็นเป้าหมายของ ICT ฉบับใหม่ สาระคงเปลี่ยนไป แต่หลักการยังคงอยู่ สอดคล้องกับแนวทางของเรา เป้าหมายของการบริการ ต้องการให้เกิด e-Services คือ ต้องการให้เกิดการบริการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เราอาจต้องมาดูในรายละเอียดว่า เราจะมีบริการผ่าน IT เรื่องอะไรบ้าง
ศูนย์จัดการข้อมูลองค์ความรู้

เรื่องข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมตั้งเป้าหมายว่า กรมศิลปากรควรมี “ศูนย์จัดการข้อมูลองค์ความรู้” เพราะข้อมูลจริงๆจะเป็นข้อมูลดิบ ก่อนจะส่งออกไปต้องมีการวิเคราะห์จัดการกับข้อมูลก่อน จะจัดการโดยวิธีใดก็แล้วแต่ แต่ต้องมีศูนย์ในการจัดการ อาจมีศูนย์กลางอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และเชื่อมโยงกับข้อมูลของสำนัก และเชื่อมกับเครือข่ายอีกที เรียกว่า Knowledge Center จะเห็นว่ากระบวนการมี ๔ ขั้นตอน คือ ข้อมูลดิบ(Data) ข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วนำมาใช้งานได้(Information) องค์ความรู้(Knowledge) ไม่เรียกว่า Wisdom หรือภูมิปัญญา แต่เป็นสิ่งที่เหนือกว่าองค์ความรู้ กลั่นออกมาแล้ว ผมคิดไว้ว่า Wisdom อยู่ข้างบน เป็นวิสัยทัศน์ ซึ่งวิสัยทัศน์ในขณะนี้ คือ กรมศิลปากรน่าจะเป็นองค์กรแห่งภูมิปัญญาและการสร้างสรรค์ กระทรวงกำลังจะเปลี่ยนชื่อ สวช. เป็น กรมวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญา ความเข้าใจของภูมิปัญญาของคนอื่น คือ ภูมิปัญญา หมายถึง ภูมิปัญญาในท้องถิ่น ความเข้าใจของผม Wisdom ก็คือภูมิปัญญา แต่ไม่กล้าใช้ภาษาไทย แต่กรมศิลปากรจะต้องเป็น Wisdom คือ เหนือกว่า Knowledge คนที่มากรมศิลปากร จะต้องรู้ว่ากรมศิลปากรเป็นแหล่งปัญญาและการสร้างสรรค์ ก็เล่าให้ท่านฟังมาครบตามเอกสารแล้ว เลยเวลาไปเล็กน้อย ผมขออนุญาตเล่าเรื่องเล็กน้อยสัก ๒-๓ เรื่อง
เรื่องแรก คือ ถ้าเราจะทำตามกรอบแนวคิดที่ทำมาเสนอท่าน กรอบแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่รวมๆจากที่ไปคุยกับท่านมา ส่วนหนึ่งมาจากผม คือ ส่วนที่เป็นงานนโยบายที่มาจากรัฐบาลหรือมาจากกระทรวงที่เราต้องทำ หนึ่งในสามก็เป็นส่วนที่บทบาทหน้าที่เราต้องทำ ส่วนหนึ่งมาจากท่านคือเราพบกัน อยากเรียนว่าถ้าจะทำให้สำเร็จ ทุกคนต้องมีสามเรื่อง ถ้าท่านสังเกตผมจะมีแต่เลขสาม ผมจะทำเป็นสามหมด เพราะจำง่าย
เรื่องแรก คือ ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ทุกวันเราแก่ลง ผมก็แก่ลงกว่าสมัยที่ผมอยู่ที่กรมศิลปากรใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เปลี่ยนแปลงลูกน้อง เปลี่ยนแปลงองค์กร เราพบกับความเปลี่ยนแปลงทุกวัน และถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานและตัวเราเอง เราคงปฏิบัติงานได้ยาก ถ้าเรายอมรับก่อนว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยน แต่เลือกเปลี่ยนในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นส่วนที่ ๑ ท่านต้องคิด วิเคราะห์ ว่าจะเปลี่ยนไปยังไง ส่วนที่ ๒ ถ้าจะเปลี่ยนแล้วให้ดี ภาษาอังกฤษเรียกว่า Continues Improvement ต้องมีการปรับปรุงต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งคือ ท่านต้องมีปัญญาในการสร้างสรรค์ เรียกว่า Creative สร้างใหม่ขึ้นมา ผมจึงขอเล่านิทานเรื่องหนึ่งที่พูดถึงความยากของการสร้างสรรค์
ก่อนที่โลกจะเกิดขึ้น มีความเชื่อกันว่าโลกเกิดขึ้นมาโดยการสร้างของพระเจ้า มีผู้ช่วยเป็นเทวดา ๒ องค์ องค์หนึ่งดี องค์หนึ่งไม่ดี ช่วยกันสร้างมนุษย์ขึ้นมา มนุษย์จึงมีทั้งดีและไม่ดีในตัวเอง พระเจ้าสร้างโลกสร้างคนเสร็จภายใน ๗ วันตามคัมภีร์ไบเบิ้ล ท่านคงสงสัยว่ามาเล่าเรื่องนี้ทำไม เรื่องนี้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า Create มีคำภาษาอังกฤษบอกว่า “God create the world ,create Adam.” ถ้าท่านคิดว่าสร้างสรรค์ได้ ลองหยิบกระดาษแล้ววาดรูปพระเจ้ากับเทวดาที่ผมพูดถึง ๒ องค์ ถ้าท่านวาดได้แบบไม่ได้เหมือนแบบใคร แสดงว่าท่านสร้างสรรค์ได้ งานสร้างสรรค์ แปลว่า สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ท่านเขียนรูปพระเจ้าแม้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน หรือเหมือนที่โบสถ์วาติกันที่มีรูปพระเจ้าอยู่และมีอดัมส์ ถามว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ทำอย่างไร ในรูปที่โบสถ์ Christian Chapel สื่อให้เห็นว่าพระเจ้าสร้างสรรค์มนุษย์ขึ้นมาโดยใช้พลังผ่านปลายนิ้ว เป็นสิ่งที่ไมเคิล แองเจโล สร้างสรรค์ขึ้นมาว่าพระเจ้ามีรูปโฉมแบบนั้นและมีวิธีการสร้างสรรค์มนุษย์แบบนั้น การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ยาก เพราะเขียนอย่างไรก็จะเขียนแบบสิ่งที่ตนเคยเห็นที่เคยรับรู้มาก่อน
นิทานเรื่องที่สอง เรื่อง คนตกปลา มีเศรษฐีคนหนึ่งเดินทางไปต่างจังหวัด ไปเจอชายชราตกปลาอยู่ริมตลิ่งใต้ต้นไม้ ได้ปลาบ้างไม่ได้บ้าง เศรษฐีไปวันที่สองก็ยังเจอชายชราเดิมนั่งตกปลา อาทิตย์หนึ่งผ่านไปก็ยังเจอเหมือนเดิม เศรษฐีจึงสงสัยว่าทำไมชายชราคนนี้จึงมานั่งตกปลาตรงนี้ จึงถามว่า “ไม่มีอะไรทำเหรอลุง ถึงมานั่งตกปลาอยู่” ลุงบอกว่า “มีสิ ไม่เห็นเหรอว่าตกปลาอยู่” เศรษฐีจึงถามต่อว่า “แล้วลุงไม่ทำงานเหรอ” ชายชราก็บอกว่า “ทำไมต้องทำงาน” เศรษฐีบอกว่า “ทำงานจะได้มีเงิน” ชายชราถามต่อว่า “มีเงินแล้วเอาไปทำอะไร” “มีเงินเราจะได้ไปซื้อของ” “แล้วซื้อไปทำไม” “ซื้อไปจะได้มีความสุข” ชายชราจึงบอกว่า “ฉันมีความสุขอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำงาน แล้วไปซื้อของมาเพื่อมีความสุข ตกปลาตรงนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว” หากท่านฟังดีๆจะเกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ของงาน บางทีท่านอาจคิดว่าต้องไปทำงาน ไปซื้อของ แล้วถึงมีความสุข บางทีอาจไม่จำเป็น ถ้าผลสัมฤทธิ์คือความสุข ไม่ว่าจะทำแบบไหนให้ได้ผลสัมฤทธิ์เช่นนี้ก็ทำได้ ถือว่าบรรลุ ทำให้ได้มาซึ่งความสุข แต่ต้องอยู่ภายในกฎเกณฑ์ด้วย
นิทานเรื่องที่สาม ชายชราคนเมื่อสักครู่ มีลูกอยู่ ๓ คน ทำงานมาพอสมควร มีเงินทองมาพอสมควร อยากจะมอบเงินทองให้ลูก บอกลูกชาย ๓ คนว่า จะมอบเงินทองสมบัติที่มีให้ทั้งหมด ใครที่มีความสามารถมากที่สุด จึงบอกให้ลูกขุดหลุม ๓ หลุมใหญ่ๆ และมอบเงินเล็กน้อยให้ลูก และให้ลูกทำอย่างก็ได้ให้กลบหลุมให้เต็ม คนแรกเอาเงินไปซื้อดินมาถม ซื้ออย่างไรก็กลบหลุมไม่เต็ม เงินจึงหมด คนที่สองไปซื้อน้ำมาใส่ แต่ใส่อย่างไรก็ไม่เต็มหลุม เงินจึงหมด ลูกคนที่สามก็เรียกชายชรา บอกว่า ได้ทำให้หลุมเต็มแล้ว ชายชราและลูกทั้งสองจึงเดินไปดู ก็เห็นเพียงเทียนไข ๑ เล่ม ตั้งอยู่กลางหลุมพอดี ลูกชายคนที่สามก็บอกว่าได้ทำให้หลุมเต็มแล้ว เพราะหลุมนี้เต็มด้วยความสว่าง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ในการทำงาน ถ้าเราทำไปทื่อๆก็เหมือนลูกชายสองคนแรก
เรื่องสุดท้าย เรื่อง ช่างก่ออิฐ เป็นประสบการณ์ที่ผมได้รับการจากตรวจงาน งานทุกงานมีช่างก่ออิฐเป็นหลัก เดินไปก็ไปถามช่างก่ออิฐคนแรกว่าทำอะไรอยู่ ช่างก่ออิฐตอบว่าก่ออิฐอยู่ เดินไปเจออีกคนก็ถามว่าทำอะไรอยู่ เขาก็ตอบว่า ทำผนังห้องอยู่ เดินไปอีกเจอช่างก่ออิฐคนที่สามก็ถามว่าทำอะไรอยู่ ช่างก่ออิฐคนที่สามก็ตอบว่า สร้างบ้านอยู่ และบ้านหลังนี้สวยงามมากเลย คำตอบไม่เหมือนกัน ในขณะที่ทำงานเหมือนกัน หวังว่าท่านผู้บริหารจะสามารถตอบสังคมได้ว่า ท่านไม่ได้ก่ออิฐธรรมดา ไม่ได้แค่สร้างผนัง แต่กำลังสร้างอะไรสักอย่างให้กรมศิลปากรและสังคม เกี่ยวข้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ผมพยายามเล่าเรื่องเพื่อให้ท่านกลับไปคิดต่อกันเอง
ท้ายสุด เนื่องจากวันนี้มีผู้บริหารเป็นจำนวนมาก จึงอยากเล่าเรื่อง คำถามสามข้อ เป็นคำถามที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารทุกคน เพื่อให้บริหารงานได้ดี ต้องตอบคำถามให้ได้ คำถามคือ เวลาอะไรที่สำคัญที่สุด? ใครสำคัญที่สุด? เรื่องอะไรสำคัญที่สุด?
คำตอบ เวลาอะไรสำคัญที่สุด คือ เวลา ณ ปัจจุบันนี้ เวลาที่ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ในเมื่อท่านเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ เวลานี้จึงสำคัญที่สุด คือ เวลาปัจจุบัน เวลาต่อจากนี้ ไม่แน่ว่าท่านจะได้กินข้าวไหม เพราะไม่รู้ว่าคนหุงข้าวจะหุงหรือยัง
ใครสำคัญที่สุด ผมตอบได้ว่า ท่านสำคัญที่สุดสำหรับผม เพราะไม่อย่างนั้นผมคงไม่มาที่นี่ คงไปที่อื่น เย็นนี้ผมกลับบ้านไปเจอภรรยา ภรรยาผมก็ต้องสำคัญที่สุด ณ ขณะนั้น ตอนนี้คนที่สำคัญกับท่านที่สุดก็คือ ผม เพราะท่านกำลังฟังผมอยู่
เรื่องอะไรที่สำคัญที่สุด ก็คือ เรื่องที่เราคุยกันสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น เวลาที่ท่านอยู่กับลูกน้อง ก็คือเวลาที่สำคัญที่สุดของท่าน ลูกน้องของท่านก็ต้องสำคัญที่สุด ณ ขณะนั้น และเรื่องของลูกน้องของท่านก็ต้องสำคัญที่สุดด้วย หวังว่าคำถาม ๓ ข้อ ท่านจะตอบได้ดี ก็ขอจบการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณ....
----------------------------------------------------------------